โครงการวิจัยแก้จน จังหวัดชัยนาท
Chainat Province · Research Initiative

สวัสดีผู้ดูแลระบบ

กรอกรหัสผ่านเพื่อเข้าสู่ระบบจัดการเนื้อหา

ห่วงโซ่คุณค่าแพะ

⏱ ใช้เวลาอ่านประมาณ 3 นาที
ห่วงโซ่คุณค่าแพะ

พื้นที่ตำบลโพงามเป็นแหล่งเลี้ยงแพะรายใหญ่อยู่แล้ว มีสมาคมเลี้ยงแพะจังหวัดชัยนาทอยู่ในพื้นที่ การเลี้ยงแพะในชุมชนจะเป็นลักษณะเลี้ยงตามบ้านในรูปแบบทั้งฟาร์มปิดและฟาร์มเปิด โอกาสจากปัจจัยภายนอกก็หนุนเสริมในอาชีพ ด้วยภาครัฐมีการพัฒนาเครือข่ายการผลิตแพะ มีการมอบพันธุ์แพะให้กับเกษตรกร ซึ่งข้อมูลปี 2562 สรรคบุรีมีผู้เลี้ยงแพะมากถึง 81 ราย รวมจำนวนแพะ 5,749 ตัว ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์บัวร์หรือบอร์ และพันธุ์แกมบิงกัทจัง มีตลาดรับซื้อทั้งในและต่างประเทศที่เป็นเพื่อนบ้านของไทย อย่างลาว เวียดนาม มาเลเซีย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ในด้านของพื้นที่ก็สามารถปลูกหญ้าที่เป็นอาหารแพะได้เองในชุมชน ได้แก่ หญ้าแพงโกล่า หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 และต้นกระถินก็เป็นอาหารแพะได้เช่นกัน มีขึ้นตามธรรมชาติจำนวนมากในพื้นที่สาธารณะ จากพื้นที่จึงมีความเหมาะสมในเชิงกายภาพที่จะให้คนจนเข้ามาสู่ห่วงโซ่การเลี้ยงแพะได้

ห่วงโซ่คุณค่าแพะ มีองค์ประกอบหลักที่คนจนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมเสริมสร้างอาชีพให้กับตนเองได้ ตั้งแต่การเป็นเจ้าของฟาร์มแพะ หรือรับจ้างเป็นผู้เลี้ยงแพะ หรือจะเป็นผู้จัดหาอาหารให้แพะ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกหญ้าเองหรือหากระถินตามธรรมชาติ โดยปกติแพะ 1 ตัว จะกินอาหารวันละ 2 กิโลกรัม ต้นทุนต่ออาหารซื้อตกวันละ 5 บาทต่อตัว แต่ถ้าเป็นอาหารที่หาเองจะประมาณวันละ 1 บาทต่อตัวเท่านั้น ในส่วนของโรงเรือน 1ตัว ใช้พื้นที่ 1 ตารางเมตร และในช่วงการเติบโตเจริญพันธุ์จะอยู่ที่ประมาณ 7 – 8 เดือน มีน้ำหนักตัว 20 – 25 กิโลกรัม พออายุเพิ่มขึ้นอีก 4 เดือน ก็สามารถให้ลูกได้ 1 – 3 ตัว เลี้ยงลูกแพะต่ออีกสัก 4 เดือน ก็ขายได้ ราคาแพะพ่อ-แม่พันธุ์จะอยู่ที่ประมาณ 15,000 บาทต่อตัว ในส่วนของห่วงโซ่ที่สัมพันธ์กับแพะทุกช่วงวัยจะเกี่ยวข้องกับหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของฟาร์ม ผู้เลี้ยงแพะรายย่อยในตำบล สมาคมเลี้ยงแพะจังหวัดชัยนาท คนกลางในการขายช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งในกระบวนการเลี้ยงนั้น คนจนสามารถเข้าไปเป็นแรงงานได้ รวมทั้งการเป็นแรงงานเก็บมูลแพะ ที่พบว่าในเดือน ๆ หนึ่ง มีมูลแพะในชุมชนจำนวนมากถึง 15 ตัน ซึ่งน่าจะเป็นจุดที่สามารถนำมาศึกษาออกแบบเพื่อให้เกิดการสร้างรายได้ให้กับคนจน

“เทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกอง (สูตรแม่โจ้)” เป็นงานวิจัยที่จะนำมาศึกษาถึงกระบวนการที่จะให้ชุมชนทำปุ๋ยหมักจากมูลแพะ ด้วยวัสดุที่ใช้ส่วนมากหาได้จากในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นฟางข้าวหรือผักตบชวา นำมาผสมกับมูลแพะในอัตราส่วนที่กำหนดตามสูตร จะทำให้ได้ปุ๋ยหมักที่มีคุณภาพสูง โดยที่ใช้ต้นทุนการผลิตไม่มาก มีโอกาสสร้างรายได้และหาช่องทางการตลาดได้ไม่ยาก

ดังนั้น ทีมวิจัยได้ประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต “การทำปุ๋ยอินทรีย์จากมูลแพะ” ภายใต้แนวคิด “ปุ๋ยอินทรีย์ วิถีชัยนาท ปุ๋ยแห่งการให้โอกาส” ให้กับชุมชน ให้เกิดโอกาสในการนำไปเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ด้วยการนำปุ๋ยหมักผสมกับดินปลูก ต่อยอดเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ให้ชุมชนได้จำหน่ายเป็น “ชุดพร้อมปลูก FARM KIT” หรือ “Farm Kit ปลูกง่าย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เกื้อกูลชุมชน” ภายใต้แบรนด์ PHO-G