
งานวิจัย “การพัฒนาพื้นที่เชิงบูรณาการแบบร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จ
และแม่นยำ กรณีศึกษาพื้นที่จังหวัดชัยนาท” ที่มีทั้งปัจจัยความสำเร็จและข้อค้นพบรวมทั้งข้อเรียนรู้จากการวิจัยในหลายประเด็น
กลไกภาคีเครือข่ายในการแก้ปัญหาความยากจนถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของงานวิจัย มีในส่วนประเด็นหลัก 3 เรื่อง คือประเด็นของระบบข้อมูลครัวเรือนยากจนในระดับพื้นที่ ที่ทุกภาคส่วนล้วนเป็นภาคีสำคัญในการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาระบบข้อมูล โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะเป็นหน่วยงานที่นำข้อมูลไปใช้ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเชิงพื้นที่ได้ ประเด็นต่อมาคือเรื่องของการใช้ข้อมูลร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ซึ่งจะรับข้อมูลและส่งต่อความความช่วยเหลือที่ตรงประเด็น และประเด็นสุดท้าย คือภาคีที่ร่วมสนับสนุนนวัตกรรมแก้จน ทั้งในระดับพื้นที่ ท้องที่ ท้องถิ่น จนถึงระดับจังหวัดที่เข้ามาร่วมส่งเสริมตามภารกิจในส่วนของหน่วยงานนั้น เช่น สมาพันธ์ SME แห่งประเทศไทย ซึ่งมีผู้แทนในระดับจังหวัด จะช่วยในเรื่องของการทำแผนธุรกิจ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด ช่องทางการจัดจำหน่าย หรือจะเป็นสำนักงานปฏิรูปที่ดิน เป็นภาคีสำคัญเพื่อใช้พื้นที่ สปก.ทำกิจกรรมแก้ปัญหาความยากจน เนื่องจากข้อจำกัดของครัวเรือนเป้าหมายที่ไม่มีที่ดินทำกิน เป็นต้น
หากจะถอดบทเรียนแก้จนในระยะแรกระยะที่ 1 นี้ สิ่งที่พบว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนการทำงานทั้ง “การสอบทานข้อมูลแบบมีส่วนร่วม” และ“นวัตกรรมแก้จน แพะเงินล้าน” พบทั้งหมด 5 องค์ประกอบ คือ อันดับแรก “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ในที่นี้คือนักจัดการข้อมูลชุมชน ที่ช่วยหนุนช่วยเสริมเชื่อมร้อยคนและทุนในชุมชน นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น อันดับต่อมาเป็นองค์ประกอบของการมี “เป้าหมายร่วม” ด้วยผลของกระบวนการสอบทานข้อมูลแบบมีส่วนร่วม ที่ส่งผลทำให้เกิดระบบการจัดการข้อมูล มีข้อมูลเป็นตัวนำทำให้ชุมชนได้เห็นภาพร่วมกัน เกิดความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกัน เกิดเป็นเป้าหมายที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนจนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
องค์ประกอบที่สามเป็นเรื่องของ “การสร้างพื้นที่การเรียนรู้” คนในชุมชนเกิดการเรียนรู้ร่วมกันผ่านกระบวนการทำงานด้วยระบบข้อมูลที่แม่นยำ มีการสื่อสารข้อมูล ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาตนเอง แบ่งปันทั้งความช่วยเหลือทรัพยากรและข้อมูลจนสอดคล้องกับความต้องการและปัญหาที่แท้จริง “การฝังองค์ความรู้ที่สำคัญในพื้นที่” จึงเป็นอีกส่วนประกอบที่ส่งผลให้ชุมชนมีเครื่องมือในการทำงาน เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการวางแผนงานของหน่วยงานได้ในทุกระดับ
“การวิเคราะห์ภาคีเครือข่าย” เป็นอีกองค์ประกอบที่ได้เรียนรู้ ทั้งในมุมมองเชิงระบบ (System Approach) ทั้งระบบการทำงานและกลไก ที่ช่วยออกแบบเชื่อมร้อยหลากหลายความคิดของผู้คนเข้ามาร่วมกันคิดร่วมกันแก้ปัญหาตามกำลังและศักยภาพ ให้เกิดการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ และองค์ประกอบสุดท้าย คือ “ธรรมาภิบาล” การบริหารจัดการด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นปัจจัยสำคัญยิ่ง ต้องมีการแบ่งหน้าที่บทบาทความรับผิดชอบอย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดการดำเนินงานได้ตามเป้าหมายและเป็นไปตามตัวชี้วัดที่กำหนด ทั้งในส่วนงานการพัฒนาจะช่วยให้เกิดผลต่อเนื่องและมีความยั่งยืนได้ต่อไป