
ความยากจนของคนชัยนาทที่เขาว่าติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศ แล้วสาเหตุที่แท้นั้นคืออะไร หากวันนี้เราเพ่งพินิจพิจารณาดูจากทุนดำรงชีพ 5 มิติ และสะท้อนมาถึงความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนคนชัยนาทบ้านเรานี้
ผลสำรวจยังคงเด่นชัดว่าทุนทางกายภาพเป็นสิ่งที่คนจนเป้าหมายที่ชัยนาทเรามีมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งหากเปรียบเทียบกับอีก 4 ทุน นั่นคือส่วนใหญ่มีที่อยู่อาศัยที่เป็นของตนเองมากเกินครึ่ง มีการจัดระบบระเบียบบ้านเรือนให้เป็นไปตามสุขลักษณะ ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำสะอาด ระบบระบายน้ำในบ้าน จุดทิ้งขยะที่ชัดเจน หรือจะมิเตอร์ไฟฟ้าที่เป็นของตนเอง ในจุดนี้ได้คะแนนเกือบเต็มร้อย ทั้งน้ำประปาใช้สอยเพื่อการอุปโภคบริโภคก็ไม่ได้น้อยไปกว่ากัน
และจากแนวโน้มของการเปลี่ยนผันด้วยเทคโนโลยีในการใช้ชีวิต โทรศัพท์มือถือและอินเตอร์เน็ตจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปัจจัยสี่ เห็นได้จากจำนวนสถิติที่เพิ่มขึ้นในทุกปีของจำนวนครัวเรือนที่มีโทรศัพท์มือถือไว้ใช้งาน เพียงแต่ไม่ใช่ทุกบ้านที่มีมือถือแล้วจะเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ทุกคนไป เพราะบ้างอาจมีไว้แค่เพื่อรับสายหรือโทรเข้าออกเพียงเท่านั้น การใช้สัญญาณเครือข่ายไร้สายเชื่อมต่อถึงกันอาจยังคงเป็นสิ่งสิ้นเปลืองเกินความจำเป็นของครัวเรือนกลุ่มนี้ และถึงแม้จะมีวัยแรงงานแต่อาจด้วยสัดส่วนของระดับการศึกษายังคงเป็นชั้นประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ทำให้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์อาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นมากนัก ซึ่งในกลุ่มวัย 15 – 24 ปี ก็มีเพียงไม่ถึง 10% อาจเป็นอีกปัจจัยที่ส่วนใหญ่ที่มีอุปกรณ์สารสนเทศอย่างมือถือไว้ใช้เพียงรับสิทธิสวัสดิการจากภาครัฐเท่านั้น ไม่ได้มีการนำมาใช้เพื่อเพิ่มพูนรายได้แต่อย่างใด
ถึงกระนั้น นั่นก็ไม่ได้แสดงว่าทุนทางกายภาพเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายนี้เกิดความยากจน สิ่งที่สะท้อนอย่างชัดเจนไม่เป็นที่แปลกใจนัก นั่นคือทุนทางการเงินที่แสดงผลออกมาในระดับที่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยที่น้อยสุด จำนวนเกือบครึ่งที่ไม่มีอาชีพที่จะก่อให้เกิดรายได้มาอุดหนุนจุนเจือครอบครัว ในส่วนของคนที่มีอาชีพก็จะเป็นจากการทำนา ทำไร่ ปลูกพืชผักผลไม้ให้พอเป็นรายได้แต่ก็ไม่ได้มากนัก เมื่อรายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย การเก็บออมจึงเป็นสิ่งที่ยากจะเอ่ยถึงหรือเริ่มต้น ในส่วนที่พอจะเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้ได้ ก็จะเป็นประเภทสหกรณ์ กองทุนหมู่บ้าน กองทุนชุมชน หรือกองทุนที่สนับสนุนโดยภาครัฐ เป็นต้น ส่วนใหญ่ก็ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันจึงจะเห็นว่าส่วนใหญ่ไม่มีหนี้สิน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าต้นทุนทางการเงินของครัวเรือนเป้าหมายนี่ล่ะ ที่เป็นเหตุและผลหลักประเด็นหนึ่งของความยากจน
ครั้นที่จะเสริมเพิ่มอาชีพให้ตนเอง หลายคนก็จนหนทางด้วยที่ทำกินหรือจะทำการเกษตรก็ไม่ใช่ที่ดินของตนเอง หรืออาจจะมีที่ดินแต่ก็ด้วยปัญหาภัยคุมคามจากภายนอกอย่างภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นมากทุกปี สะท้อนเป็นปัญหาจากทุนทางธรรมชาติ ที่ในบางครั้งหลายพื้นที่ที่ว่าแล้งก็กลับกลายเป็นอุทกภัย นำมาซึ่งความเสียหายและเป็นอุปสรรคต่อการทำกินเพิ่มมากขึ้นไปอีก นอกจากแหล่งน้ำแล้วในส่วนของดินถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะทำให้พืชผลทางการเกษตรงอกงามขายได้ราคาดีได้หรือไม่ ครัวเรือนเป้าหมายก็กลับต้องเจอปัญหาดินไม่สมบูรณ์ ปลูกพืชอะไรก็ได้ผลผลิตน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหน้าแล้ง ดินยิ่งมีภาวะของความเสื่อม อาจด้วยสาเหตุจากการขาดความรู้ในการทำการเกษตรที่ถูกต้อง ไม่มีการพักหรือบำรุงดิน ก็ยิ่งเป็นความซ้ำเติมของความยากจนเข้าไปอีก
ในขั้นนี้ ทุนมนุษย์จึงเป็นตัวแปรสำคัญ ศักยภาพในการพัฒนาตนเองและการเพิ่มพูนความรู้เพื่อนำไปประกอบอาชีพให้อยู่ได้ในภาวะยามคับขัน การศึกษาในระบบจึงเป็นพื้นฐาน แต่สิ่งที่ยิ่งสะท้อน คือกลุ่มคนจนชัยนาทส่วนใหญ่ไม่จบการศึกษาภาคบังคับ อยู่ในระดับประถมศึกษากันมากสุด การจะต่อยอดไปสู่อาชีพจึงดูเหมือนเป็นทางตัน สอดคล้องกับตัวเลขที่ระบุว่าส่วนใหญ่ไม่มีอาชีพมากเกือบครึ่ง ทั้งที่มีสัดส่วนอยู่ในวัยแรงงาน ที่มีช่วงอายุ 25 - 59 ปี สูงสุดกว่าวัยอื่น แต่ทักษะในการประกอบอาชีพไม่ได้เพิ่มเติมจากพื้นฐานเดิม สาเหตุต้นตอของปัญหาความยากจนจึงเริ่มเด่นชัดมากขึ้น แต่หากจะแก้ปัญหาโดยลำพังคนเดียวเพียงแต่ครัวเรือนของตนเองเท่านั้น คงไม่ง่ายนัก การรวมกลุ่มรวมพลังจึงเป็นปัจจัยหนุนที่จะนำให้ทุกบ้านเรือนออกมาจากวงจรของความยากจนได้
ทุนทางสังคมของครัวเรือนคนยากจนในชัยนาท กลับเป็นต้นทุนที่มีน้อยที่สุดจากการประเมินค่าวิเคราะห์ผลออกมาเป็นตัวเลข ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ด้วยส่วนใหญ่วิถีของผู้คนยังคงดำเนินไปตามครรลองของแต่ละครัวเรือน ไม่มีการบังคับหรือตั้งเป็นกฎเกณฑ์กลุ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ การตัดสินใจหรือแก้ปัญหาจะขึ้นอยู่กับผู้นำเป็นหลัก หากต้องมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชน จะเป็นลักษณะต่างฝ่ายต่างทำตามความสมัครใจ เป็นธรรมดาที่ในบางครั้งก็มีขัดแย้ง ซึ่งแท้จริงแล้วการกำหนดกฎกติการ่วมกันในชุมชน จะช่วยสานประโยชน์และแบ่งปันเสริมเติมเต็มทักษะของแต่ละคน เพราะเราถนัดกันคนละอย่าง เก่งกันคนละด้าน พอมารวมกลุ่มร่วมกันก็จะสามารถเกิดเป็นองค์ความรู้ขนาดใหญ่ สานต่อเป็นอาชีพให้นำมาซึ่งรายได้ของกลุ่ม เกิดเป็นพลังความสามัคคี แต่ทั้งนี้ต้องอาศัยการบริหารจัดการให้เป็นระบบทั้งหน้าที่ ความรับผิดชอบ และผลประโยชน์ แล้วมาร่วมกันแก้ปัญหาความยากจนให้สามารถก้าวพ้นได้ต่อไป